|
เมื่อไม่นานมานี้
ผมได้รับข้อความส่งต่อมาในโทรศัพท์มือถือของผมว่า
"
การข่มขืนกระทำชำเรา คือ
การพยายามร่วมเพศโดยฝ่ายหญิงไม่ยินยอม
อันถือเป็นการทำร้ายทางเพศอย่างหนึ่งในทางกฎหมาย
การข่มขืนกระทำชำเรารวมถึงการที่หญิงหรือชายยินยอมให้มีการร่วมเพศเพราะความกลัว
เพราะถูกบังคับ
เพราะถูกล่อล่วงหรือเพราะปัญญาอ่อน
การร่วมเพศในสภาวะที่หญิงไม่อาจขัดขืนได้
เช่น ในขณะหญิงหลับ
หมดสติเนื่องจากยาหรือสุรา
หรือถูกทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นสามี
เช่น ในขณะถูกสะกดจิต
ก็จัดว่าเป็นการข่มขืนกระทำชำเราด้วย
แต่กรณีที่เป็นสามีภรรยากัน
ภรรยาไม่สามารถฟ้องร้องว่า
สามีข่มขืนกระทำชำเรา
แต่กรณีที่เป็นสามีภรรยากัน
ภรรยาไม่สามารถฟ้องร้องว่าสามีข่มขืนกระทำชำเรา
แม้ตนจะไม่ยินยอมให้สามีร่วมเพศด้วย
เพราะการแต่งงานเป็นสัญญาว่าหญิงได้ยินยอมให้ชายร่วมเพศได้ตลอดไป
ผู้ถูกข่มขืนมักมีอายุระหว่าง
18-25 ปี
มีบ้างที่เป็นเด็กหรือคนชรา
ชายผู้ข่มขืนกระทำชำเรา
มักมีอายุระหว่าง 20-24 ปี
มีรายได้น้อย
ด้อยวัฒนธรรมและระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
ระดับสติปัญญาของเขามักจะต่ำกว่าพวกที่ก่ออาชญากรรมรุนแรงอื่นๆ
พ่อแม่ของคนพวกนี้ก็มักมีอารมณ์ไม่แน่นอน
ไม่ค่อยได้อบรมสั่งสอนลูก
หรือพ่อเป็นคนอ่อนและติดสุรา
ส่วนใหญ่ของผู้ข่มขืนกระทำชำเรามาจากครอบครัวที่แตกแยก
อารมณ์ไม่เหมาะสมกับอายุ
และรูปร่างหน้าตาไม่ดี
ร้อยละ 30-40 สมรส และร้อยละ 50-60
เคยสมรสมาแล้ว
บางคนมีเพื่อนหญิงหลายคนและมีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ
แต่บางคนก็มีความวิปริตทางเพศบางอย่างมาก่อน
เช่น เป็นนักถ้ำมอง
หรือชอบอวดอวัยวะเพศ
อย่างไรก็ตาม
คนที่ข่มขืนกระทำชำเราอาจเป็นคนฉลาด
น่านับถือ
และมีรูปร่างหรือบุคลิกภาพสง่างาม
เมื่อไม่นานมานี้มีผู้รายงานว่าคนที่ก่อพฤติกรรมนี้ไม่ได้มีปัญหาทางอารมณ์มากกว่าคนทั่วไป
แรงจูงใจพื้นฐานที่ทำให้ลงมือกระทำ
คือ
ความต้องการมีอำนาจเหนือและมีความรู้สึกก้าวร้าวต่อผู้ถูกข่มขืน
การข่มขืนมักเกิดโดยบังเอิญ
ไม่ได้วางแผนจะกระทำหรือกระทำต่อหญิงคนใดโดยเฉพาะเจาะจง
แต่เกิดเนื่องจากผู้ถูกข่มขืนกระตุ้นผู้ข่มขืนให้อยากระบายอารมณ์รุนแรงของตนในขณะนั้น
เช่นการแต่งกายที่ยั่วยุอารมณ์เพศ
บางครั้งการข่มขืนเกิดในขณะผู้กระทำกำลังก่ออาชญากรรมอย่างอื่นอยู่
เช่น
กำลังขโมยหรือกำลังปล้น
สุราอาจมีส่วนทำให้เกิดพฤติกรรมนี้
พบว่าประมาณร้อยละ 50
ของผู้ที่ข่มขืนกระทำชำเราดื่มสุราก่อนลงมือกระทำ
การดื่มสุราอาจกระทำเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง
เช่น ทำให้กล้า
ทำให้ไม่คิดมาก
หรือเพื่อโยนความผิดว่ากระทำเพราะฤทธิ์ของสุรา
การข่มขืนกระทำชำเราอาจทำเป็นกลุ่ม
คือ มีผู้กระทำมากกว่า 1
คนร่วมกัน
ในบางแห่งอัตราการกระทำแบบนี้อาจสูงถึงร้อยละ
70
ของคดีข่มขืนกระทำชำเราทั้งหมด
ร้อยละ 90
ของการข่มขืนที่ทำเป็นกลุ่ม
มีการวางแผนกระทำล่วงหน้า
ผลที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา
สังคมมักไม่ยอมรับหญิงที่เคยถูกข่มขืน
เธอมักมีปัญหาในการมีคู่ครอง
บางวัฒนธรรมในสมัยก่อนหญิงที่ถูกข่มขืนอาจถูกสามีหรือบิดาตีหรือฆ่า
หรือฆ่าตัวตาย
เพราะครอบครัวหรือหญิงผู้ถูกข่มขืนเองมักจะคิดว่า
เคราะห์กรรมนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลและครอบครัว
หญิงที่ถูกข่มขืนมักจะไม่มาพบแพทย์ด้วยปัญหาการถูกข่มขืนโดยตรง
แต่จะมาด้วยอาการทางร่างกายและจิตใจ
เช่น เบื่ออาหาร
นอนไม่หลับ
มีความวิตกกังวลมาก
อาจพูดติดอ่างหรือพูดไม่ต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
บางรายอาจจะเงียบไม่พูดเลยเป็นเวลานาน
เบอร์เกส (Burgess) และโฮล์มสตรอม
(Holmstrom)
ได้อธิบายปฏิกิริยาต่อการถูกข่มขืนเป็น
2 ระยะ คือ
1. ระยะแรก
ผู้ป่วยจะแสดงอาการกลัว
โกรธ กังวลโดยการร้องไห้
เครียด ยิ้ม อยู่ไม่สุข
หรือซ่อนอารมณ์ไว้
2. ระยะที่สอง
2-3 สัปดาห์
หลังถูกข่มขืนผู้ป่วยจะจัดระบบชีวิตของตนใหม่
มักจะเปลี่ยนที่อยู่และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
มีอาการกลัวอะไรบางอย่างโดยปราศจากเหตุผล
(phobia) ฝันร้าย
และกระสับกระส่าย
การรักษาผู้ที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา
1.
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกและความคิด
และกระตุ้นให้กลับไปทำหน้าที่เหมือนเดิมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
2.
ถ้ามีปัญหาทางจิตอย่างอื่นเป็นพื้นฐาน
ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะถูกข่มขืนอีก
เช่น
เป็นโรคจิตเภทหรือติดสุรา
ต้องการให้การรักษาปัญหาพื้นฐานนั้นด้วย
3.
ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย
และรักษาอาการทางกาย
4.
ป้องกันการตั้งครรภ์
โดยให้รับประทานไดเอ็ททิลสติลเบสตรอล
(diethylstibestrol) ติดต่อกัน 5 วัน
ถ้าหลังหยุดภายใน 1 สัปดาห์
ไม่มีประจำเดือนก็อาจต้องทำวิธีใดวิธีหนึ่ง
รวมทั้งการทำแท้ง
5.
ผู้ข่มขืนอาจเป็นกามโรค
เพราะฉะนั้นต้องให้ยาปฏิชีวนะ
6.
เก็บของเหลวจากช่องคลอดเพื่อส่งให้ตำรวจนำไปตรวจหาแอซิด
ฟอสฟาเทส (acid phosphatase)
และหาภูมิต้านทานอสุจิในเลือด
เพาะเชื้อจากของเหลวที่ปากมดลูกและทวารหนักเพื่อตรวจหาเชื้อหนองใน
และตรวจน้ำเหลืองหาภูมิต้านทานต่อเชื้อซิฟิลิส
7.
ต้องมีการเซ็นชื่ออนุญาตให้แพทย์ตรวจ
ถ่ายภาพ
เก็บสารตัวอย่างและให้การกับตำรวจ
8.
แพทย์เป็นผู้บันทึกประวัติจากถ้อยคำของผู้ป่วย
เก็บเสื้อผ้าและหลักฐานต่างๆ
ตลอดจนผลการตรวจร่างกายและผลการตรวจทางห้องทดลอง
รวมทั้งให้การรักษา
แต่จะไม่ใช่ผู้วินิจฉัยว่าเป็นการข่มขืนกระทำชำเรา
เพราะการวินิจฉัยอันนี้เป็นหน้าที่ของศาลเท่านั้น
|