|
ขาหยั่ง...คู่ขาหญิง
เด็กๆ
รู้สึกกับเตียงทำฟันอย่างไร
ก็คล้ายๆ
กับผู้หญิงที่มีความรู้สึกกับเตียงตรวจภายในอย่างนั้นเลยครับแต่เกิดมาเป็นผู้หญิง
แล้วจะไม่เคยต้องขึ้นเตียงขาหยั่งก็คงจะเป็นไปไม่ได้
ไม่เหมือนสมัยคุณย่าคุณยายสมัยก่อน
ที่หากบอกว่าไม่เคยขึ้นขาหยั่งก็อาจเชื่อได้
เพราะแต่ก่อนคลอดลูกก็คลอดกันเองที่บ้าน
ปูผ้าแล้วก็คลอดกันที่พื้นบ้านตรงนั้นเลย
เวลาเกิดตกขาวเป็นเชื้อราก็ป้ายยาม่วงเหมือนที่ป้ายปากเด็ก
แป๊บเดียวก็หาย
ไม่รู้จักหรอกครับว่าขาหยั่งเป็นอย่างไร
แต่เดี๋ยวนี้ด้วยความห่วงใยในสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ถึงแม้ว่าไม่ได้เจ็บป่วยอะไรก็ยังต้องไปตรวจภายในเช็กมะเร็งปากมดลูกกันเป็นประจำทุกปีเลย
ยิ่งคนที่มีปัญหาแถวนี้เยอะ
เดี๋ยวตกขาว
เดี๋ยวปวดท้องน้อย
เดี๋ยวเลือดออก
พวกนี้ก็ปีนขึ้นปีนลงเตียงขาหยั่งกันเป็นว่าเล่นทีเดียว
ด้วยว่าระบบภายในของผู้หญิงเรานั่นมันเป็นระบบที่ยุ่งยากซับซ้อน
มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
มีไข่ตก มีประจำเดือนมา
บอบบาง
มีการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย
ดังนั้นก็เลยต้องมีหมอมาตรวจ
มาดูแลส่วนสำคัญของผู้หญิงตรงนี้โดยเฉพาะ
ที่เราเรียกกันว่า สูติ-นรีแพทย์ก็คือหมอแบบพวกผมนี่เอง
แล้วเวลาตรวจคนไข้ก็ลำบากกว่าหมอสาขาอื่นเพราะมีที่ให้ตรวจนิดเดียวเอง
เป็นช่องเข้าไปขนาดไม่เกินเหรียญห้า
แถมอยู่ตรงหว่างขาอีกต่างหาก
ตรวจอยากอยู่แล้ว
บางทีคุณเธอทั้งเกร็งทั้งหนีบอีก
กว่าจะตรวจได้ก็เหงื่อตกเหมือนกัน
ก็เลยมีใครสักคนในสมัยก่อนหลายร้อยปีมาแล้วนะครับ
คิดค้นเจ้าเตียงขาหยั่งนี้ขึ้นมา
ทำให้หมอสูติฯรุ่นต่อๆ
มาสามารถตรวจภายในได้ง่ายขึ้น
ไม่รู้ว่าคนคิดค้นเตียงขาหยั่งนี้ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรนะครับ
ไปเปิดหนังสือค้นตั้งหลายวันก็ยังหาไม่เจอ
หมอสูติฯ รุ่นหลังๆ
จะได้สร้างอนุสาวรีย์ให้สักหน่อย
เตียงตรวจภายใน
หรือเตียงขาหยั่งที่ว่าก็มีใช้กันมานานไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยปีแล้ว
แต่รูปร่างหน้าตาของมันก็ยังคล้ายๆ
เดิม
โดยจะเป็นเตียงตรวจที่ค่อนข้างสูง
ความสูงของมันก็ประมาณระดับเอวของคนเรานี่แหละ
เวลาตรวจภายในหมอจะได้ยืนตรวจได้ง่ายๆ
ไม่ต้องมาก้มๆ เงยๆ
ตัวเตียงมีแค่ท่อนบนครึ่งเดียวของเตียงปกติ
โดยท่อนล่างจะหายไป
เวลานอนหลังจะนอนอยู่บนเตียง
ท่อนขาต้องไปวางพาดบนขาหยั่ง
โดยที่วางขานี้จะช่วยบังคับให้นอนในท่าถ่างขาออกจนสุด
ที่วางนี้จะเป็นร่องโค้งเป็นรูปขา
วางขาพาดลงร่องนี้ได้พอดี
ขยับเขยื้อนไปมาอีกไม่ได้
พอนอนในท่านี้เรียบร้อยแล้ว
รับรองหุบขาไม่ได้แน่
เตรียมกายเตรียมใจ
ขึ้นขาหยั่ง
เมื่อเรามีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์หรือระบบภายในสตรีก็ต้องไปหาหมอสูติฯ
พอเจอหน้ากันหมอจะถามก่อนนะครับว่าเป็นอะไรมา
เป็นมาอย่างไร
อายุเท่าไหร่
มีลูกกี่คนแล้ว
คลอดอย่างไร
ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
ถามจนได้ข้อมูลที่พอใจแหละครับ
แล้วก็อย่าไปรำคาญนะ
เดี๋ยวจะหาว่าหมอถามซอกแซกมาก
บางทีเรื่องบนเตียงยังถามเลย
เช่น
เวลายุ่งกันแล้วเจ็บมั้ย
?
ก็ไม่ต้องไปตกใจที่หมอถามนะครับ
ยิ่งหมอรู้มากเท่าไหร่
มีข้อมูลมากเท่าไหร่
ก็จะวินิจฉัยได้แม่นยำมากเท่านั้น
และสามารถอธิบายให้คำตอบในปัญหาต่างๆ
ได้ง่ายขึ้น
บางคนตอนนั่งคุยกับคุณหมอหางตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าเตียงขาหยั่งนี่แล้วแหละ
ดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะไปนอนท่าอย่างนั้นได้
แต่ไหนๆ
มาแล้ว เอาไงก็เอากัน !
ในที่สุดคุณพยาบาลก็เชิญเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ
แต่ต้องบอกไว้ก่อนล่วงหน้าเลยนะครับว่า
เวลาไปหาหมอตรวจภายในควรใส่เสื้อผ้าที่มันถอดง่ายๆ
หน่อย
เคยตรวจสาวอินเดียใส่ส่าหรี
กว่าจะเปลี่ยนชุดเสร็จ
รอแล้วรออีก
หลับไปไม่รู้กี่ตลบ
พอเข้าห้องน้ำก็ให้ถอดกระโปรงหรือกางเกงแขวนไว้
ถอดกางเกงชั้นในด้วยนะครับ
แล้วเปลี่ยนใส่ผ้าถุงที่เตรียมไว้ให้
ก่อนตรวจภายในควรถ่ายปัสสาวะออกให้หมดด้วยนะครับ
เพราะถ้ายังมีน้ำอยู่เต็มกระเพาะปัสสาวะ
จะทำให้ตรวจยาก คลำมดลูก
คลำอะไรมันก็ยากไปหมด
เนื่องจากมีกระเพาะปัสสาวะโป่งขวางอยู่
พอตรวจยากหมอก็ต้องออกแรงกดตอนตรวจมากขึ้น
โอ๊ย
มันทรมานจะตาย
เจ็บก็เจ็บ
แถมกดจนปวดปัสสาวะแทบจะเล็ดเลยล่ะ
แต่ถ้าปัสสาวะจนหมดเกลี้ยง
เวลาตรวจก็ตรวจได้ง่าย
มีก้อนมีซีสต์ในท้องน้อยก็สามารถคลำเจอได้โดยง่าย
ตอนตรวจก็ไม่ต้องนั่งกลัวว่าจะปวดปัสสาวะด้วย
สำหรับคนที่มาตรวจภายในด้วยเรื่องตกขาวก็ไม่ต้องชะรำล้างจนหมดเกลี้ยงเกลานะครับ
มีตกขาวเท่าไหร่ก็ทิ้งไว้เดิมๆ
แบบนั้นแหละ
ไปล้างหมดเดี๋ยวหมอไม่เห็นว่ามันเยอะขนาดไหน
จะเอามาตรวจดูเชื้อก็ไม่มีจะให้ตรวจ
อาจมีผลทำให้วินิจฉัยผิดพลาดได้
ถึงเวลาขึ้น
" ขาหยั่ง "
สมมติว่าตอนนี้เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว
กำลังเดินขาสั่นออกจากห้องน้ำ
คุณพยาบาลก็จะพาไปที่เตียงขาหยั่ง
หันหลังเอาก้นขึ้นไปนั่งก่อนที่ปลายเตียง
แล้วก็ล้มตัวลงนอนพร้อมๆ
กับยกขาขึ้นพาดขาหยั่ง
ตอนนี้แหละครับที่ความเป็นส่วนตัว
ความลับทั้งหมดที่มีจะถูกเปิดเผยกลายเป็นของไม่ลับเสียแล้ว
แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ
เพราะการตรวจภายในจะตรวจในห้องที่มิดชิด
ปิดม่านเป็นส่วนตัว
ในห้องก็จะมีแค่คุณหมอกับคุณพยาบาลเท่านั้น
ไม่มีใครคนอื่นมาแอบดูได้
และโดยจรรยาบรรณแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในห้องจะเป็นความลับ
พอออกจากห้องไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของลับก็จะเป็นความลับต่อไปเหมือนเดิม
หลังจากขึ้นนอนบนขาหยั่งเข้าที่ดีแล้วก็ให้นอนสบายๆ
ท่องคาถาปลงสังขารเข้าไว้
อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
ทำตัวผ่อนคลายให้มากๆ
อย่าไปกลัว อย่าไปเกร็ง
เพราะจะทำให้เจ็บมากขึ้น
นอนนิ่งๆ
อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว
ตรวจภายใน
ตรวจอะไรบ้างหมอ
ในการตรวจภายในตามมาตรฐาน
คุณหมอจะตรวจดูก่อนว่า
ภายนอกช่องคลอดมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
มีการบวม การแดง มีแผล
มีการอักเสบผิดปกติตรงไหนบ้าง
เสร็จแล้วจะใช้เครื่องมือที่ภาษาแพทย์เรียกว่า
" Speculum "
หน้าตามันก็เหมือนปากเป็ดทำด้วยสแตนเลส
สอดเข้าไปในช่องคลอดจนสุดแล้วถ่างขยายปากเป็ดจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในช่องคลอด
ตอนนี้อาจเจ็บบ้างนิดหน่อย
แต่ก็ให้ท่องคาถาเอาไว้อย่างเดียวว่า
" อ้ากว้างๆ ไว้ "
เพราะถ้าหากอ้ากว้างๆ
ไว้จะเจ็บน้อยลง
แต่ถ้าหากหนีบเกร็งก็จะไปหนีบเอาเจ้าปากเป็ดที่ว่านี้ไว้ด้วย
เอาช่องคลอดไปหนีบเหล็กก็จะยิ่งเจ็บไปกันใหญ่
ภาพประกอบ
»
เจ้าปากเป็ดที่ใช้จะมีอยู่
3 ขนาดคือ S, M, L
โดยมากจะใช้เบอร์ S นานๆ
จะใช้เบอร์ M สักที
ส่วนเบอร์ L
เกิดมายังไม่เคยใช้เลย
พอใส่ปากเป็ดเข้าไปแล้วก็จะสำรวจดูว่าผนังช่องคลอดดูเป็นปกติดีหรือเปล่า
มีแผลมีรอยฉีกขาดอะไรหรือเปล่า
ที่สำคัญต้องดูตกขาวด้วยว่ามันสีขาวใสเป็นปกติดีมั้ย
ถ้ามันเขียว เหลือง
หรือมีอาการคัน
หรือมีกลิ่น
ก็ต้องเก็บตัวอย่างตกขาวที่ว่านี้ไปส่องกล้องจุลทรรศน์อีกทีว่ามีเชื้อโรคอะไรบ้าง
ดูภายในช่องคลอดเสร็จแล้วก็มาดูต่อที่ปากมดลูก
ซึ่งจะมีหน้าตาเป็นก้อนกลมๆ
เหมือนจุกส้มโอ
มีรูตรงกลางเรียกว่ารูปากมดลูก
ตรวจดูว่ามีมันมีแผล
มีร่องรอยการอักเสบหรือเปล่า
ตรวจด้วยสายตาเสร็จแล้วก็จะเอาปากเป็ดออก
แล้วจะใช้นิ้วสอดเข้าไปคลำมดลูกและปีกมดลูก
เพื่อดูว่ามดลูกอยู่ในตำแหน่งปกติหรือเปล่า
คว่ำหน้า หรือคว่ำหลัง
ผิดปกติไหม
ปีกมดลูกมีก้อน
มีเนื้องอกอะไรขึ้นมาหรือเปล่า
เจ็บมั้ย
ถ้าตรวจแล้วไม่มีอะไรก็เป็นอันเสร็จพิธีการ
ขั้นตอนการตรวจทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนเตียงขาหยั่ง
ดูมันเหมือนจะนานแสนนานสำหรับคนที่โดนตรวจ
แต่ที่จริงแล้วใช้เวลาแป๊บเดียวเองครับ
อย่างมากรวมหมดแล้วก็ไม่น่าจะเกิน
5 นาที
ซึ่งก็เสียเวลาไปกับการขึ้นนอนบนเตียง
จัดท่า
เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือไปเสียเยอะ
ช่วงเวลาที่ถูกลุกล้ำใช้เครื่องมือเข้าไปตรวจ
ใช้นิ้วเข้าไปคลำ
ใช้เวลาอย่างมากไม่ถึงนาที
ตรวจเสร็จ แต่งตัวเสร็จ
ก็มานั่งคุยกับหมอต่อ
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนไข้บางคนก็อายนะครับ
ตรวจเสร็จนั่งหน้างุด
ไม่ยอมสบตาเลยล่ะ
แต่หมอสูติฯ
ส่วนมากเขาจะมีจิตวิทยาในเรื่องเหล่านี้ดี
จะคุยเกี่ยวกับโรค
เกี่ยวกับการรักษาการดูแลปฏิบัติตัว
คุยเป็นเรื่องเป็นราวทำให้ลืมเรื่องที่คนไข้อายหมอไปได้เลย
เรื่องตรงนี้
เป็นใครก็คงต้องอายเป็นธรรมดา
แต่ถ้าเป็นหมอสูติฯ
ซึ่งเป็นหมอที่ดูแลรักษาเกี่ยวกับของสำคัญตรงนี้โดยเฉพาะ
ก็ขอยกเว้นที่ไม่ต้องอายไว้สักคน
เพราะยังงั้ย ยังไง
หมอสูติฯ
ก็ต้องตรวจอวัยวะส่วนนี้ไปชั่วชีวิตอยู่แล้ว
เห็นอยู่ทุกวัน
ดูอยู่ทุกวันจนชินชาหมดแล้ว
รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่
เป็นงานที่ต้องทำ
ถ้าไม่มีหมอสูติฯ
แล้วใครจะมาทำหน้าที่นี้ล่ะครับ
หลายคนก็สงสัยว่าเป็นหมอสูติฯ
เห็นมาจนชินชาอย่างนี้แล้วกลับบ้านจะเกิดอาการตายด้านรึเปล่า
ถ้าเป็นอย่างนั้น
เป็นเมียหมดสูติฯ
คงเฉาแย่
แต่เปล่าหรอกครับ
ในบรรดาเพื่อนหมอด้วยกัน
หมอสูติฯ
นี่แหละที่มีเมียเล็กเมียน้อยมากกว่าหมออื่นๆ
เผลอเอาความลับมาเปิดเผยอย่างนี้เดี๋ยวโดนเพื่อนๆ
รุมแน่ๆ เลย
|