|
พูดคุยกับ
น.พ.สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การไม่แข็งตัวขององคชาต
นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ชายหลาย
ๆ คนทั่วโลก
รวมถึงชายไทยนับล้านคน
ผลพวงจากปัญหาดังกล่าวยังส่งผลไปยังคู่สมรส
หรือคู่นอนของคนเหล่านั้นอีกด้วย
ดังนั้นผู้ชายหลาย ๆ
คนจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้อาวุธประจำกายกลับมาผงาดเหมือนเดิมไม่ว่าจะเสียเงินเสียทอง
มากมายแค่ไหนก็ตาม
วันนี้มาพูดคุยกับ
น.พ.สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ
ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ รพ.รามาธิบดี
เพื่อให้เราได้รับทราบรายละเอียดในแง่มุมต่าง
ๆ
เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ที่มีปัญหานำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ
ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า
โรคหย่อนสมรรถ ภาพทางเพศ
หรือ ED (ERECTILE DYSFUNCTION)
ในอดีตเขาเรียกว่า กามตายด้าน
ซึ่งจะรวมทั้งหมด คือ
ผู้ชายที่แข็งตัวได้และแข็งตัวไม่ได้จะรวมอยู่ใน
กามตายด้านทั้งหมด
แต่ปัจจุบันเราจำกัดความแคบเข้ามา
เอาเฉพาะผู้ชายที่อยากจะมีเพศสัมพันธ์
แต่เขาไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้
เพราะไม่สามารถทำให้องคชาตแข็งตัวได้
หรือแข็งตัวแล้วแต่ไม่สามารถคงการแข็งตัวไว้ได้จนกระทั่งมีความสุข
คือ
พอใจในการมีเพศสัมพันธ์
อันนี้เรียกว่าโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยากมีเพศสัมพันธ์แต่มีไม่ได้
เราจึงอยากจะช่วยคนกลุ่มนี้
จากข้อมูลการวิจัยหลาย
ๆ ที่
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
80% เกิดจากโรคทางร่างกาย
ส่วนอีก 20%
เกิดจากโรคทางจิตใจ
จากการสำรวจในประเทศไทย
พบว่าผู้ชายไทยอายุระหว่าง
40-70 ปี
จะพบโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ร้อยละ
37.5 หรือประมาณ 3 ล้านคน
ดังนั้นผู้ชายในวัยนี้จะเป็นกันมากเลยเพียงแต่ว่าคนไข้อาจจะอายไม่กล้าพูดถึง
แต่จากการสำรวจทำให้รู้ว่าผู้ชายไทยเป็นเยอะจริง
ๆ
เรารู้ว่าปัญหาเหล่านี้มันส่งผลกระทบต่อชีวิต
ความสมพันธ์ระหว่างครอบครัวเราก็พยายามมุ่งเน้นว่าทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
แต่บางคนเป็นแล้วก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเดือดร้อน
เพราะในบางคู่
ผู้ชายไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์
ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็ไม่ต้องการ
ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดึงคนไข้เหล่านี้มารักษาเพราะเราต้องการแก้ไขปัญหา
ให้เฉพาะคนที่มีปัญหาจริง
ๆ
ถ้าเราเข้าใจกลไกการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย
ก็จะเข้าใจสาเหตุของมัน
ในอดีตเราไม่รู้กลไกการแข็งตัวดีนัก
ก็เลยไปรักษาโดยการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม
หรือใช้พวกปั๊มสุญญากาศ
แต่ปัจจุบันเรารู้แล้วว่า
องคชาตแข็งตัวได้
จะต้องประกอบไป ด้วยสมอง
ระบบประสาท และไขสันหลัง
คือ
เมื่อสมองมีความต้องการทางเพศ
ก็จะส่งคำสั่งผ่านไขสันหลังลงมา
จากไขสันหลังก็จะผ่านเส้นประสาทไปกระตุ้นให้เลือดเข้ามาเลี้ยงในองคชาต
ดังนั้นเส้นเลือดแดงจะต้องปกติ
พอเลือดแดงพองตัว องคชาตแข็งตัว
มันจะต้องมีระบบกันไม่ให้เลือดรั่วออกจากองคชาต
ก็คือไปกดหลอดเลือดดำไม่ให้เลือดรั่วออกไปได้
หากมีความบกพร่องที่ใดที่
หนึ่ง เช่น ที่สมอง
ไขสันหลัง เส้นประสาท
เส้นเลือดแดง หรือเส้น
เลือดดำ
ทุกอย่างทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้หมด
โรคเหล่านี้มีอะไรบ้าง
ที่พบเยอะที่สุดจากการสำรวจทุกชาติเลยเหมือนกัน
อันดับหนึ่ง คือ
โรคเบาหวาน
พบประมาณร้อยละ 30
เหตุที่เบาหวานเป็นมากที่สุดก็เพราะว่า
เบาหวาน
ทำให้เส้นเลือดตีบทำให้เส้นประสาทเสื่อม
คนที่เป็นเบาหวานก็จะชามือชาเท้า
มีอาการของเส้นเลือดตีบ
เช่น เส้นเลือดสมองตีบ
เส้นเลือดหัวใจตีบ
เส้นเลือดที่องคชาตก็ตีบ
ปัจจัยเสี่ยงที่พบรองลงมา
เป็นพวกความดันในเลือดสูง
ไขมันในเลือดสูง
เราเคยสำรวจในผู้ชายไทยพบว่าถ้าใครเป็น
3 โรคนี้ คือ เบาหวาน
ความดัน ไขมันในเลือดสูง
ร้อยละ 100 เลยองคชาตจะมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
นอกจาก 3
โรคที่กล่าวมาแล้ว
ก็ยังมีโรคอื่น ๆ
ที่ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ที่พบ ได้ในคนหนุ่ม ๆ
ที่อายุยังน้อย
แล้วเกิดปัญหามาก คือ
พวกไขสันหลังพิการ หรือ
โรคสมองบางอย่างนอกนั้นจะมียาบางตัว
เช่น
ยาความดันโลหิตสูงบางชนิด
จะทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
พอหยุดยาแล้วหันไปใช้กลุ่มอื่นอาการก็กลับมาดี
ขึ้น
แต่โรคหย่อนสมรรถภาพทาง
เพศในคนหนุ่ม ๆ
จะพบได้น้อย
คิดว่าคงไม่ถึง 10%
ส่วนมากจะมีปัญหาทางด้านจิตใจมากกว่า
และการที่ผู้ใหญ่ไปหลอกเด็ก
ๆ ว่า การช่วยตัวเอง มาก ๆ
จะทำให้กระสุนหมดอนาคต
จะเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
นั้นขอเรียนว่าไม่จริง
เพราะการสร้างน้ำอสุจิของผู้ชายจะมีตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงเสียชีวิตเลย
เพียงแต่จำนวนอาจจะลดลงเท่านั้น
แต่ผู้ใหญ่อาจจะหวังดีไม่ต้องการให้เด็กหมกมุ่นเรื่องกามมากจนไม่มีเวลา
อ่านหนังสือหนังหาจึงได้พูดเช่นนั้น
สำหรับอาการของผู้ที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพ
ทางเพศ มีตั้งแต่
อาการน้อย อาการปานกลาง
อาการมาก โดยอาการน้อย
ก็คือ
เกินกว่าครึ่งหนึ่งสามารถยุ่งได้
เช่น
คุณยุ่ง 10
ครั้งอาจจะล้มเหลวแค่ 2-3
ครั้ง พวกนี้อาการน้อย
บางรายไม่เดือดร้อนก็ไม่ต้องมาปรึกษาแพทย์แต่บางรายก็เริ่มรู้สึกมีปัญหาก็เริ่มมาพบแพทย์
กลุ่มที่มีอาการปานกลาง
คือ ล้มเหลวประมาณร้อยละ 50
ส่วนกลุ่มที่มีอาการรุนแรง
คือ ส่วนใหญ่แล้วองคชาตจะไม่แข็งตัว
ยุ่งไม่ได้
สอดใส่ไม่ได้เลย
ข้อแนะนำของแพทย์
ก็คือว่า
แม้ว่าคนไข้จะไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์แล้ว
ไม่เดือดร้อนแล้ว
แต่ถ้ารู้ว่าเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ควรจะมาพบแพทย์
เหตุที่ต้องมาพบแพทย์
เพราะเรารู้ว่ามีคนไข้หลาย
ๆ
รายเลยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวานเป็นความดันสูง
แต่มีมาหาเพราะมีโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
พอเราเช็กร่างกายปรากฏว่าเป็นเบาหวาน
ความดันสูง
ถ้าคุณไม่ต้องการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเราก็ไม่ยุ่ง
คุณก็ควรคุมความดัน
เบาหวานให้ดี
มิฉะนั้นจะเกิดผลหลายอย่างตามมา
สรุปคือผู้ชายที่มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ
ควรจะปรึกษาแพทย์อย่างน้อยสัก
1 ครั้ง เพื่อตรวจเช็ก
ว่ามีโรคอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหรือไม่
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
แพทย์จะใช้หลักการเดียวกัน
โดยเราจะแนะนำให้คนไข้ได้ทราบว่ามีวิธีการรักษาอะไรบ้างแล้วคนไข้ก็จะเลือกเอง
อันนี้เหมาะกับตัวเขา
เป็นสิ่งที่เขาต้องการ
ขั้นแรกคือ
จะให้เลือกระหว่างยารับประทาน
ยาอมใต้ลิ้น ปั๊มสุญญากาศ
คนไข้ส่วนใหญ่จะเลือกแค่นี้
คนไข้บางรายบอกว่ายาแพงไม่ไหว
ขอใช้ปั๊มสุญญากาศ ซึ่งปั๊มสุญญากาศก็มีคนที่ใช้แล้วทั้งชอบและไม่ชอบ
คนที่ใช้ปั๊มสุญญากาศแล้วไม่ชอบก็อาจจะบอกว่า
มันจะยุ่งที่ต้องเอาเครื่องมือมาใส่อะไรยุ่งยาก
และพอปั๊มแล้วต้องใช้ยางรัดที่โคนซึ่งยางรัดจะต้องออกแบบเป็นพิเศษ
มิใช่ยางรัดทั่วไปที่อาจจะทำให้โคนเน่าได้
บางคนไม่ชอบเพราะรัดแล้วบางทีมันชา
เจ็บ มีจ้ำเลือดขึ้น
เวลาหลั่งน้ำอสุจิมันไม่ออก
เพราะโดนรัดตรงโคน
คนไม่ชอบก็เยอะ
แต่คนที่ชอบก็ดีเพราะมันลงทุนครั้งเดียวไม่แพงมาก
ใช้ได้ตลอดไป
ยารับประทานปัจจุบันจะเป็นกลุ่มเดียวกับซิลเดนาฟิล
ซึ่งเมืองไทยมีจำหน่ายเพียงตัวเดียว
ส่วนอีก 2 ตัวที่ใกล้ ๆ
จะมีการจำหน่ายตาม ๆ
มาเป็นยากลุ่มเดียวกับทาเดลาฟิล
และ วาร์เดนาฟิล ทั้ง 2
กลุ่มนี้ออกฤทธิ์แบบเดียวกัน
มีข้อดี
ข้อเสียต่างกันเล็กน้อยในแง่การออกฤทธิ์ยาวนานต่างกัน
ส่วนยาอมใต้ลิ้นก็มีข้อดีคือ
ออกฤทธิ์เร็วกว่า
เขาเชื่อว่าอมภายใน 30
นาทีก็ได้ผลแล้ว ข้อเสีย
คือ ประ สิทธิภาพต่ำกว่า
คนที่รายงานว่าได้ผลก็ได้ผลร้อยละ
50 เท่านั้นเอง ในขณะที่ยา 3
กลุ่มข้างต้นจะได้ผลประมาณร้อยละ
80 แต่มีข้อเสียคือว่า
ห้ามรับประทานร่วมกับยากลุ่มไนเตรดโดยเด็ดขาด
ยากลุ่มไนเตรด
ก็คือยาที่ใช้รักษากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ถ้าถามว่าอมใต้ลิ้นก็ไม่ได้ผล
รับประทานก็ไม่ได้ผล
จะใช้อย่างไร
ก็มีคนทำวิจัยพบว่า
ถ้าใช้ยา 2 กลุ่มนี้ร่วมกัน
ประมาณร้อยละ 25
ที่ใช้ยาอมใต้ลิ้น
หรือรับประทานไม่ได้ผลก็ใช้
2 ตัวร่วมกันได้ผล
แต่ว่าราคาแพงขึ้น
ยารับประทานและ
ยาอมใต้ลิ้นนั้นขอเรียนว่าไม่มีจำหน่ายในร้านขายยา
เพราะตามกฎหมาย อย.ไม่อนุมัติให้ขายในร้านขายยา
จะต้องไปพบแพทย์
และแพทย์เท่านั้นที่จะสั่งให้ใช้ยาได้
ถ้าสั่งโดยแพทย์รับรองว่าไม่ได้ยาปลอมได้ยาจริงแน่
ส่วนเรื่องราคาคงจะตอบยาก
โดยทั่ว ๆ
ไปยารับประทานเท่าที่ทราบวางขายกันอยู่ที่ประมาณ
400-500 บาทต่อครั้ง
การรับประทานจะต้องรับประทาน
1
ชั่วโมงก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์
ซึ่งหลังจากรับประทานภายใน
4-5
ชั่วโมงยาในร่างกายจะหายไปครึ่งหนึ่ง
ดังนั้นคนรับประทานแล้วใช้ได้ผลจะอยู่ระหว่างครึ่งชั่วโมงถึง
4-5 ชั่วโมง
พ้นจากนี้ระดับยาจะต่ำเกินไปไม่ค่อยได้ผล
ส่วนยาอมใต้ลิ้นราคาจะถูกกว่ายารับประทานเล็กน้อย
ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลขายต่างกัน
ที่ รพ.รามาธิบดีจะตกประมาณ
300 บาท
ซึ่งในยารับประทานจะตกเม็ดละประมาณ
400 บาท
แต่คนไข้บางคนหักครึ่งรับประทานจึงไม่ได้ผล
ต้องรับประทานเต็มเม็ด
อย่างไรก็ดียาที่ใช้รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ได้ข่าวว่ามียาปลอมมาก
ผู้ที่จะใช้ยากลุ่มนี้ควรไปพบแพทย์เท่านั้น
เพราะการไปซื้อยาเองอาจจะได้ยาปลอม
และไม่รู้ว่าจะมีอันตรายหรือเปล่า
หากขั้นแรกง่าย
ๆ
ใช้ไม่ได้ผลแล้วขั้นต่อไปมีให้เลือกระหว่างยาสอดเข้าไปทางท่อปัสสาวะ
แต่ตัวนี้ก็ไม่ได้ผลดีนัก
และมีผลข้างเคียง คือ
แสบในองคชาต
ปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีจำหน่ายแล้ว
เพราะมีราคาแพง
ส่วนอีกกลุ่ม คือ
ยาฉีดเข้าที่โคนองคชาต
ตัวนี้ยอมรับว่าได้ผลดี
กว่าร้อยละ 90 ใช้ได้ผล
แต่พอบอกว่าต้องฉีดยาเข้าตัวเอง
คนไข้ส่วนใหญ่จะกลัว
และยามีราคาแพง พอ
ฉีดแล้วบางคนปวดที่ โคนองคชาต
คนไข้ก็เลยไม่นิยม
แต่พูดจริง ๆ
แล้วประสิทธิภาพ ดี
ถ้าทั้ง 2
วิธีไม่ได้ผล
ขั้นตอนต่อไป คือ
การผ่าตัด
ซึ่งปัจจุบันแทบจะเหลืออยู่เพียง
2 อย่าง คือ
การผ่าตัดผูกเส้นเลือดดำซึ่งได้ผลประมาณร้อยละ
50 ทำง่าย ราคาถูก
ข้อเสียคือหลังจากผูกไปแล้วได้ผลระยะแรก
พอ 2-3 ปี หรือ 4-5
ปีต่อมาอาจจะเป็นซ้ำขึ้นมา
และการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียมได้ผลดีมาก
ความพึงพอใจก็สูง
เพียงแต่ว่าราคาแพง
เพราะผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม
โดยเฉลี่ยแล้วตก 2
แสนบาทขึ้นไป
ทำให้ไม่ได้รับความนิยม
และคนไข้ส่วนใหญ่กลัวการผ่าตัด
ส่วนยาทายังอยู่ระหว่างการวิจัยเฟส
3 ระยะที่ 3 ถ้าผ่านเฟส 3
ทำในคนที่มากพอสมควรแล้วปลอดภัย
ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.)จึงจะอนุญาตให้ขายได้
ซึ่งยาทาที่กำลังทำการวิจัยกันอยู่เป็นกลุ่มเดียวกับยาที่ฉีดเข้าที่โคนองคชาต
เพียงแต่ผสมสารบางอย่างให้มันดูดซึมเข้าผิวหนังเข้าไปในองคชาตได้โดยไม่ต้องไปฉีด
ส่วนจะได้ผลดีแค่ไหนมีรายงานระยะต้นว่าได้ผลประมาณ
60-70% แต่ต้องดูในคนจำนวนมาก
และระยะยาวว่าปลอดภัยหรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มีจำหน่าย
สำหรับพวกสมุนไพรต่าง ๆ
บอกตรง ๆ
ว่ายาส่วนใหญ่พวกนี้ในอดีตพัฒนามาจากสมุนไพรทั้งนั้น
ที่ผ่านมาสมุนไพรเคยมีคนนำมาใช้หลายตัวด้วยกัน
แต่ได้ผลไม่ค่อยดี
และที่หลาย ๆ
คนมีความเชื่อเรื่องการรับประทานอุ้งตีนหมี
องคชาติเสือ อะไรต่าง ๆ
นั้น ไม่ได้ผลหรอกครับ
เพราะไม่มีการวิจัย
ถึงจะได้ผลจริง ๆ
ถ้าไปเทียบกับยาที่รับประทานง่าย
ๆ
แล้วมันคงแพงกว่ากันเยอะ
ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาโรคหย่อนสมรรถ
ภาพทางเพศให้หายขาดได้
ยารับประทาน
หรือยาอมใต้ลิ้นที่ให้รับประทานแต่ละครั้งทดแทนเพียงช่วงที่ยาออกฤทธิ์เท่านั้นเอง
เพราะสาเหตุที่คนไข้ส่วนใหญ่เป็นเพราะเส้นเลือดตีบ
ซึ่งไม่ได้ตีบเพียงเส้นเดียวแต่เส้นเล็กเส้นน้อยตีบไปหมด
ดังนั้นไม่ใช่ว่าให้ยาแล้วหายตีบตลอดไป
การรักษาที่ดูเหมือนกับว่าจะหายตลอดไป
คือ การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม
ซึ่งก็ไม่ได้รักษาโรคอะไร
เพียงแต่ว่าตอนจะใช้งานก็ปั๊มให้มันแข็งตัวพอหยุดใช้งานก็บีบให้มันอ่อนตัวลง.
แหล่งที่มา : เดลินิวส์
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.
2546
|