|
เลี้ยงลูกชาย..ให้เป็นสุภาพบุรุษ
เด็กผู้ชายจำเป็นต้องรู้ว่า
ความรักความใคร่สำหรับผู้หญิง
เป็นเรื่องของความโรแมนติก
แต่สำหรับผู้ชายแล้วคือเรื่องของอีโรติก
" สุภาพบุรุษ
ไม่อุดมคติไปหน่อยเหรอคู้ณ"
อ๊ะ
อ๊ะ
อย่าทำเสียงน่าตกใจอย่างนั้น
สุภาพบุรุษที่ว่านี้
ไม่ได้หมายถึงชายกลางในบ้านทรายทอง
หรือท่านชายพจน์ของปริศนาหรอกค่ะ
ยุคนี้สมัยนี้ถ้าจะให้ผู้ชายมากุลีกุจอเปิดประตูรถให้อย่างในละครย้อนยุค
เราเองละค่ะ
ที่จะรู้สึกแปลกๆ ด้วยซ้ำ
" แหม
เปิดประตูแค่นี้
ฉันทำเองได้น่ะ"
อะไรประมาณนั้น
ใช่ค่ะ
ทุกวันนี้หมดสมัยแล้วที่จะคอยให้ผู้ชายมาเปิดประตูให้
แต่เราก็ยังต้องการเห็นผู้ชายสละที่นั่งบนรถประจำทางให้แก่เด็กสตรีมีครรภ์และคนชรา
หรือแม้กระทั่งตัวเองความเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากผู้ชาย
โดยเฉพาะเราเองก็คาดหวังจากผู้ชายใกล้ตัวอย่างสามีและลูกของเราเช่นกัน
สำหรับสามีขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกันดี
ว่าเขาได้ผ่านการคัดกรองจากเราไปเรียบร้อยแล้ว
(ไม่งั้นก็คงไม่เลือกมาเป็นคู่ชีวิตแน่)
แต่กับลูกชายที่จะต้องเติบโต
ไปเป็นผู้ชายเต็มตัวและผู้นำครอบครัวในวันข้างหน้านี่สิคะ
เป็นหน้าที่ของเรา (และสามี)
แล้วล่ะ
ที่จะต้องสร้างความเข้าใจและให้แบบอย่างความเป็นสุภาพบุรุษที่แท้จริงแก่เขา
ก่อนที่เขาจะก้าวไปมีบทบาทนอกบ้านมากขึ้น
พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์
แห่งสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นบอกไว้ค่ะ
ว่าแก่นแท้ของความเป็นสุภาพบุรุษนั้นอยู่ที่
ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นมนุษย์
ภูมิใจในเพศของตัวเอง
ซึ่งจะมีมากน้อยแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่า
เขาได้สร้างคุณค่าให้แก่ตัวเองแค่ไหนด้วย
Michael Gurian
นักบำบัดและนักการศึกษาได้เขียนถึงคุณสมบัติที่จะช่วยหล่อหลอมเด็กหนุ่ม
ให้กลายเป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริงไว้ในหนังสือ
A fine young man
ว่าประกอบด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
การรู้จักให้เกียรติทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น
และการมีความรับผิดชอบ
และที่สำคัญ เด็กๆ
ควรจะต้องมีโอกาสในการฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ด้วยค่ะ
เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะ
ว่าจะช่วยกันสร้างสุภาพบุรุษขึ้นมาอีกสักคนได้อย่างไร
เรียนรู้ที่จะรักตัวเองและคนอื่น
การที่ลูกจะมีคุณสมบัติข้อนี้ได้
เขาต้องรู้จักที่จะรักตัวเองเป็นก่อนค่ะ
ซึ่งนั่นก็มาจากความรักความอบอุ่นที่เรามีให้เขาด้วยการให้กำลังใจ
มีทั้งชมและติบ้างตามสถานการณ์
(ด้วยเหตุและผล)
ด้วยการไม่นำเขาไปเปรียบเทียบกับใคร
และให้ความไว้วางใจตามสมควรแก่วัยของเขา
เพื่อเขาจะได้รู้ว่าจะดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้เบียดเบียนทั้งตัวเองและคนอื่นๆ
ให้เขารู้จักที่จะให้อภัยในความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่นๆ
และพยายามแก้ไข
ไปจนกระทั่งรู้จักที่จะปลดปล่อยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาบ้าง
มีพ่อแม่หลายคนค่ะ
ที่มักจะฝังแนวคิดที่ว่า
"ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งต้องไม่ร้องไห้"
ทั้งที่จริงแล้ว
ผู้ชายก็เหมือนผู้หญิง
มีความรู้สึกเศร้าท้อแท้เสียใจได้เหมือนกัน
การที่เขาได้ร้องไห้ออกมาบ้างจะช่วยให้เขาเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีขึ้น
อ่อนโยนขึ้น ถ้าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกเศร้าเสียใจ
ไม่จำเป็นต้องเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้แต่ขอให้รู้เท่าทันและดูแลความรู้สึกตัวเองได้
เพื่อเขาจะสามารถดูแลความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วย
เมื่อลูกเต็มอิ่มกับความรักที่ได้จากเราและตัวเขาเองแล้วเขาก็พร้อมที่จะ
ส่งต่อความรักนั้นให้แก่คนอื่นๆ
ต่อไป
และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่นก็จะตามมาเองค่ะ
เรียนรู้ที่จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน
เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น
บทบาทต่อเพศตรงข้ามจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตช่วงนี้
ซึ่งเราควรให้คำแนะนำเขา
ทั้งในเรื่องของการจัดการอารมณ์
ไม่ว่าอารมณ์ทางเพศหรือความรู้สึกรักที่เขามีต่อใครก็แล้วแต่
เด็กผู้ชายจำเป็นจะต้องรู้ว่าความรู้สึกนึกคิดของผู้ชายกับผู้หญิงนั้นแตกต่างกัน
ความรักความใคร่สำหรับผู้หญิงแล้วนั้นเป็นเรื่องของความโรแมนติก
แต่สำหรับผู้ชายแล้วคือเรื่องของอีโรติก
คุณหมออัมพรกล่าวว่า
"
ผู้ชายมีหน้าที่ให้เกียรติผู้หญิง
รับรู้ว่าผู้หญิงไม่ได้คิดเหมือนตน
แล้วก็ไม่นำการไม่รู้เท่าทันของผู้หญิงในเรื่องของเพศสัมพันธ์มาผูกมัดผู้หญิง"
นอกเหนือไปจากนี้ก็คือ
ลูกต้องการการให้เกียรติจากเราด้วยค่ะ
ลูกวัยนี้ค่อนข้างจะเปราะบางมากกับการแสดงออกของเรา
เพราะฉะนั้นถ้าเขาต้องการบอกอะไรเรา
กระตุ้นให้เขาพูดให้มากฟังเขาให้พอ
เมื่อเขาพูดจนพอแล้ว
เราถึงบอกความรู้สึกของเราออกไป
สิ่งที่เขาพูดเป็นสิ่งที่เรารับฟังเสมอ
แต่ไม่ได้แปลว่า
เรายอมรับหรือเห็นด้วยทั้งหมด
อย่าลืมว่า
ลูกเรียนรู้ที่จะรักในเกียรติและศักดิ์ศรีของเขามากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรานี่ละค่ะ
ที่จะคอยชี้ทางว่า
เขาจะเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์
ยุติธรรม สุภาพอ่อนน้อม
รู้จักหน้าที่และมีระเบียบวินัยในตัวเองพอที่จะได้รับเกียรตินี้จากคนอื่นหรือไม่
เรียนรู้ความรับผิดชอบ
ความรับผิดชอบของคนในแต่ละวัยจะแตกต่างกันไปค่ะ
ผู้ใหญ่ก็แบบหนึ่ง
เด็กก็แบบหนึ่ง
การที่ใครสักคนจะมีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า
เขามีคุณสมบัติในสองข้อแรกมากน้อยแค่ไหนด้วย
เช่น
การที่ลูกชายจะสามารถรับผิดชอบห้องหับของเขาให้เรียบร้อยได้นั้น
หนึ่งเขาต้องรู้แล้วว่า
ถ้าเขาไม่ทำ
วันหนึ่งแม่ก็ต้องเข้าไปเก็บให้เขา
ทั้งที่แม่ก็เหนื่อยจากงานพออยู่แล้ว
ความเห็นใจตรงนี้ทำให้เกิดความรับผิดชอบได้ส่วนหนึ่ง
และยิ่งไปกว่านั้น
หากเรื่องนี้เป็นข้อตกลงร่วมกัน
และเขาทำตามข้อตกลง
เขาก็ย่อมได้รับเกียรติจากเราในฐานะที่เขาเป็นคนรักษาคำพูดและคนอื่นๆ
ก็สามารถเชื่อถือคำพูดของเขาได้
เพราะเขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า
เขามีความรับผิดชอบพอ
เหล่านี้จะทำให้ลูกรู้สึกมีคุณค่าเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ
ให้ลองนำไปปรับใช้อธิบายกับลูกดูนะคะ
ต้องไม่ลืมด้วยว่า
ความเป็นสุภาพบุรุษจะไม่สามารถสร้างขึ้นได้จากคำวิพากษ์วิจารณ์
แต่อยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพที่ดีของเรากับลูกมากกว่า
เมื่อไรที่เรารู้สึกระหองระแหงไม่ลงรอยกับลูก
นั่นล่ะที่จะทำให้เราไม่สามารถสร้างอะไรในตัวเขาได้เลย
แหล่งที่มา : life & family ปีที่ 7
ฉบับที่ 82 มกราคม 2546
|