|
ลูกชาย....ไม้แปลกป่า
ลูกชายวัย 13 ทำเอาคุณแม่ใจแบ้วขึ้นทุกทีกับกิริยาท่าทางกระเดียดผู้หญิง
จะพูดจาแต่ละครั้งทั้งน้ำเสียง
มือไม้ หน้าตาท่าทาง วุ้ย!
ช่างออกแต๋วออกตุ๊ดซะจนแม่ละกลุ้ม
ฝ่ายคุณพ่อก็ใช่จะน้อยหน้า
หวั่นอยู่เหมือนกันว่าลูกชายจะผิดเพศ
ไอ้ครั้นจะถามให้รู้ดำรู้แดง
ก็กลัวๆ คำตอบ
ได้แต่คิดปลอบใจ
(ตัวเอง)
"
ลูกเราไม่ใช่ตุ๊ด
เขาเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อยต่างหาก"
ว่าแต่
ถ้าใช่ล่ะ
เราจะทำไงดี!
ลูกเป็นตุ๊ด
ได้ไง
--------------------------------------------------------------------------------
พ่อแม่ที่มีลูกชายลักษณะนี้
อย่าเพิ่งกังวลใจไปว่า
เขาจะเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วอย่างที่เข้าใจ
บางทีกิริยาอาการที่ลูกแสดงออก
อาจเป็นเพียงการตามอย่างเพื่อนที่เขาสนิทสนมผูกพันกันตามวัยก็ได้
พอโตขึ้น วุฒิภาวะมากตาม
ก็จะปรับตัวปรับพฤติกรรมได้เอง
แต่ถ้าพ่อแม่บางคนยังหวั่นใจ
เพราะเห็นว่าท่าทางลูกจะไม่ได้เป็นแค่ตุ๊ดชั่วคราว
อยากจะยืนยันกับตัวเองว่าใช่หรือไม่ใช่แน่
เผื่อจะได้ทำใจหรือหาทางแก้ไขต่อไป
ก็ขอให้ลองนึกทบทวนให้ดีค่ะ
ลูกคุณจะเบี่ยงเบนหรือไม่
สำคัญที่การอบรมเลี้ยงดูเขาตั้งแต่ยังเล็ก
พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูกแบบไหน
แม่บางคนอยากได้ลูกผู้หญิงมาก
ก็เลยเลี้ยงแบบเด็กผู้หญิง
บางคนอยากให้ลูกชายสุภาพเรียบร้อย
ก็ตั้งหน้าตั้งตาพร่ำสอนลูกให้อยู่แต่ในกรอบ
หรือลูกชายเติบโตท่ามกลางญาติพี่น้องที่ล้วนแต่เป็นผู้หญิง
ยิ่งสนิทสนมกันมากก็จะถ่ายทอดแบบอย่าง
ครอบครัวมีแบบอย่างทางเพศที่ถูกต้องมั้ย
เด็กผู้ชายควรมีพ่อเป็นแบบอย่างทางเพศ
แต่ถ้าพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน
เป็นคนดุ ฉุนเฉียว
ไร้เหตุผล ติดเหล้า
ชอบลงโทษลูกรุนแรงและน่ากลัว
เช่น จับขังในห้องมืด
ดุด่าทุบตีลูกแทบปางตายด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย
พ่อบางคนมักแสดงให้ลูกเห็นเสมอว่า
กลัวแม่ยิ่งกว่าหนูกลัวแมว
อย่างนี้ก็จะทำให้ลูกชายไม่ศรัทธาในบทบาททางเพศของตัวเอง
ลักษณะของลูกกระเดียดไปทางผู้หญิงอยู่แล้ว
เช่น เรียบร้อย นุ่มนิ่ม
อ่อนแอ
ไม่ชอบเล่นอะไรที่รุนแรง
ชอบเล่นคลุกคลีกับเด็กผู้หญิงมากกว่า
ยิ่งถูกล้อเลียนและกีดกันจากเพื่อนๆ
ผู้ชายด้วยแล้ว
เด็กก็จะยิ่งไม่ชอบเพศตัวเอง
สำหรับพ่อแม่บางคนที่คิดว่าลูกเป็นแต๋วเป็นตุ๊ดเพราะฮอร์โมนเพศของเขาน้อย
ขอบอกค่ะว่าเข้าใจผิด น.พ.พนม
ยืนยันว่า
คนที่เป็นรักร่วมเพศยังคงมีฮอร์โมนเพศที่ปกติ
ยอมรับ
กระชับสัมพันธ์
--------------------------------------------------------------------------------
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้แม่หรือพ่อยอมรับการเบี่ยงเบนทางเพศของลูก
ยิ่งในวัย 12 ขึ้นไป
เขาแสดงออกอย่างนี้แล้ว
คงเปลี่ยนแปลงเขายาก
แม้บางครอบครัวจะตะโกนเสียดังคับสังคมว่า
" พวกเรายอมรับได้"
ก็ตาม
น.พ.พนม เกตุมาน แนะว่า
ทางที่ดีพ่อแม่ควรทำใจยอมรับสิ่งที่ลูกเป็น
มองให้ลึก นึกให้ดี
เขาอาจจะถูกหล่อหลอมมาแบบนี้นานแล้ว
เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นลูกของเรา
แต่ถ้ายัง
คิดว่าช่างทำใจลำบากเสียจริง
ก็ขอให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเอาไว้
เพราะไม่เพียงเป็นโซ่ทองร้อยหัวใจพ่อแม่ลูก
ยังเป็นยาขนานเอกอีกด้วยค่ะ
พ่อแม่ไม่ควรตัดสิ่งดีๆ
นี้ออกนะคะ ให้คิดเสียว่า
ยังไงเสียเราก็ยังดูแลกันได้
สอนให้เขาเป็นคนดีได้เหมือนเดิม
ควรเชื่อว่าแม้เขาจะเป็นอย่างนี้
(โปรดอย่าใช้คำว่า เลือก
เพราะ มันหมายถึง
สิ่งที่ลูกเป็น
เป็นความผิด)
เขาก็สามารถทำตัวเป็นประโยชน์ในสังคมได้ไม่แพ้คนอื่นๆ
ทัศนคติและความสัมพันธ์ที่ดีอย่างนี้
เป็นทั้งน้ำเลี้ยงและยาวิเศษที่จะช่วยให้ลูกมีความสุข
ไว้ใจ
เพราะเขารู้สึกได้ว่าอย่างน้อย
ก็ยังมีพ่อแม่และครอบครัวที่เข้าใจ
ยอมรับ
ทีนี้ก็ถึงตาพ่อแม่แล้วละค่ะ
ว่าจะใช้สูตรไหนช่วยหรือบอกกับลูกให้เข้าใจว่า
เขาจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขอย่างไร
เช่น ค่อยๆ
พูดจาภาษาดอกไม้บอกให้เขารู้
เห็น และเข้าใจ
เป็นต้นว่า
การเป็นอย่างนี้
ลูกจะต้องถูกคนมอง
ถูกล้อเลียนนะ
แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นลูกจะทำยังไง
หรือ
ลูกควรจะปรับตัวปรับท่าทีดีมั้ย
เช่น ลดกิริยาท่าทาง
การพูด
การเดินให้เหมือนผู้ชายมากกว่านี้ดีมั้ย
จะได้ไม่มีใครล้อ
ขอย้ำว่า
พ่อแม่ไม่ควรสอนหรือบอกลูกด้วยวิธีดุด่า
ตีโพยตีพาย โกรธ
ไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจ
ละเลย
หรือดึงดันที่จะพาลูกไปรักษา
เพราะเชื่อขนมกินได้เลยค่ะว่า
นอกจากลูกคุณไม่ต้องการอย่างนั้นแล้ว
อาจจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวลงอย่าน่าเสียดาย
ควรเข้าใจด้วยว่า
การที่ลูกเป็นอย่างนี้
ในทางจิตเวชไม่ถือว่าเป็นโรคหรือความผิดปกติ
แต่เป็นความพึงพอใจทางเพศที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่มากกว่า
คล้ายๆ
เวลาเราเห็นคนที่ชอบถ่มน้ำลายลงบนถนน
แล้วคิดว่าเขามีนิสัยไม่ดีบางอย่างนั่นแหละค่ะ
สำหรับพ่อ
ถึงตรงนี้ขอให้ลดความคาดหวังจากเดิมลง
เช่นว่า
เขาจะต้องเป็นผู้ชาย
มีบุคลิกภาพดี แต่งงาน
มีครอบครัว มีความสุข
ซึ่งถ้าเป็นมุมของลูกบอกได้เลยว่า
ความสุขของเขาอยู่ที่การได้เป็นในสิ่งที่เขาต้องการ
อาจฟังดูยาก
แต่ถ้าคิดว่าเขาคือลูกรัก
คือดวงใจของพ่อแม่เป็นทั้ง
'ชีวิตและครอบครัว' ของเรา
เรื่องนี้คงไม่ยากใช่มั้ยคะ
ขอเพียงเปิดใจ
--------------------------------------------------------------------------------
ไม่ใช่แต่พ่อแม่เท่านั้นนะคะ
ที่ต้องการรู้ความจริงจากปากของลูกให้รู้แล้วรู้รอดไป
รวมทั้งกังวลต่อกิริยาท่าทีของลูกที่มีใจเบี่ยงเบนทางเพศ
ในส่วนของลูกเอง
พ่อแม่เชื่อเถอะค่ะ
ว่าร้อยทั้งร้อยต้องการที่จะเปิดเผยความจริงกับพ่อแม่ไม่ต่างกัน
สองหนุ่มกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงที่
L&F
มีโอกาสพูดคุยด้วยบอกความในใจที่น่ารับฟังว่า
เขาเองก็กังวลกับท่าทีของพ่อแม่หลังรู้ความจริง
กลัวสารพัดกลัวว่าพ่อแม่จะไม่รักและไม่เข้าใจเขาเหมือนเดิม
และเขารักพ่อแม่เกินกว่าที่จะทำให้ท่านเสียใจ
เมื่อรู้ว่าพ่อแม่รับไม่ได้กับเรื่องนี้
เขาจึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยความจริงกับพ่อแม่
ทั้งที่ใจจริงแล้ว
เขาเองก็อยากจะบอกกับท่านเหลือเกินว่า
ลูกเบี่ยงเบนทางเพศทุกคน
อยากให้พ่อแม่เปิดใจให้กว้าง
เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
อยากให้พ่อแม่มองว่า
สิ่งที่ลูกเป็นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
หรือแตกต่างอะไร
อยากให้พ่อแม่รักและแสดงท่าทีกับลูกเหมือนเดิมหลังจากที่รู้ความจริงแล้ว
พร้อมที่จะเดินไปพร้อมๆ
กับลูก
ช่วยเหลือและร่วมกันแก้ไข
เพื่อลดปัญหาต่างๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้น
อยากให้พ่อแม่คิดว่า
นั่นคือความสุขของลูก
ลูกเป็นคนดี
มีความรับผิดชอบ
สามารถสร้างชีวิตและอนาคตของตัวเองให้มั่นคงได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ก็อย่างที่บอกละค่ะ
ขอเพียงพ่อแม่เปิดใจ
รับฟังความต้องการของลูก
ร่วมกันแก้ไข
เท่านี้ก็ถมช่องว่างระหว่างกันได้แล้วค่ะ
คำถามหยั่งเชิง
--------------------------------------------------------------------------------
บางทีน้ำเสียงนุ่มหู
คำถามง่ายๆ
ที่สะท้อนความห่วงใยลูก
อาจจะช่วยคลายปมสงสัยของพ่อแม่ที่มีต่อกิริยาท่าทีที่กระเดียดผู้หญิงของลูกได้
หรือทำให้พ่อแม่ได้เห็นมุมมองของลูกชัดเจนขึ้น
แต่ก่อนจะเริ่มคำถาม
พ่อแม่ควรถามตัวเองก่อนว่า
พร้อมรับคำตอบนั้นมั้ย
"
ลูกมีเพื่อนผู้หญิงบ้างมั้ย
แม่รู้จักหรือเปล่าจ๊ะ"
"
ลูกชอบใครแบบแฟนบ้าง
พามาให้แม่รู้จักสิจ๊ะ"
"
เคยฝันถึงผู้หญิงที่ลูกรักบ้างมั้ย"
"
ลูกรู้จักคนที่เป็นตุ๊ดหรือเกย์บ้างมั้ย"
"
แล้วลูกรู้สึกยังไงกับพวกนี้"
"
ลูกคิดว่า
ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว
จะเป็นยังไง"
"
เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นแบบนี้บ้างมั้ย"
"
คิดว่าพ่อแม่เขาจะคิดยังไง"
แหล่งที่มา : life & family life&family
ปีที่ 6 ฉบับที่ 63 มิถุนายน 2544
|