|
รู้ไหมว่า
เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น
วัยรุ่นกลัวอะไรมากที่สุด
..อย่าตอบนะว่า
กลัวจะไม่ได้แอ้ม
เพราะเดี๋ยวนี้สโลแกนใหม่บอกว่า
ฟันแล้วทิ้งไม่กลัว
แต่กลัวว่าฟันแล้วท้อง
เอาละ
ลองมานึกกันดูจริงๆ ว่า..เมื่อคิดถึงเรื่องที่เขาและเธอจะเป็นของกันและกัน
เพราะศรรักมันปักอก
จนหักห้ามใจไว้ไม่อยู่แล้ว
หนุ่มเหน้าและสาวสวยคิดถึงอะไรอยู่
ก่อนที่สัมผัสรักแห่งภาษากายจะเกิดขึ้น
เขาและเธอกลัวอะไร
อันดับแรก กลัวติดเอดส์
และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
การกลัวศัตรูผู้มากับเซ็กซ์นี้
ยังคงติดอันดับหนึ่งเสมอ
ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน
หรือแม้กระทั่งในอนาคต
อันดับสอง รองลงมาก็คือ
กลัวได้ของขวัญจากธรรมชาติ
พูดง่ายๆ ก็คือ
กลัวฝ่ายหญิงตั้งครรภ์
โดยไม่ได้วางแผนไว้
ซึ่งอาจจะกลายเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนาต่อไปก็เป็นได้
ทั้งสองอันดับ
นับว่าครองแชมป์และรองแชมป์ติดต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย
แต่ทั้งๆ ที่กลัวขนาดนั้น
และส่วนหนึ่งทราบด้วยว่า
วิธีการที่ปลอดภัยไม่ติดโรคและไม่ติดลูกนั้นคือการมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ปลอดภัย
ซึ่งประกอบไปด้วย
การสัมผัสกอดจูบเพียงภายนอกไม่มีการล่วงล้ำก้ำเกินความบริสุทธิ์ของกันและกัน
การมีความสัมพันธ์ต่างช่วยเหลือ
พูดง่ายๆ ก็คือ เธอช่วยฉัน-ฉันช่วยเธอ
ให้อารมณ์ปรารถนาได้รับการตอบสนองและมีความสุขไปถึงดวงดาว
โดยไม่จำเป็นจะต้องล่วงล้ำก้ำเกินเข้าไปในส่วนสงวนของฝ่ายหญิง
และถ้าเพลงรักมันบรรเลงไปถึงจุดที่ไม่สามารถยับยั้งได้ที่หน้าผาแล้ว
การจะกระโจนเข้าไปในห้วงรักเหวลึกอันมีซอกหลืบแห่งความรัญจวนใจแล้วไซร้
ก็ให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยก่อนที่จะเป็นของกันและกัน
ย่อมเป็นหนทางที่ปลอดภัยกว่าในการป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
และการตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผนการป้องกันดังกล่าว
มีการนำมาใช้มากน้อยเท่าใดทราบไหม
ผลการสำรวจบ่งบอกออกมาว่า
การป้องกันตนเองจากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ร้ายแรง
เช่น โรคเอดส์นั้น
มีพฤติกรรมเสี่ยง
แตกต่างกันมากตามพื้นฐานและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ
แต่
ค่าเฉลี่ยของวัยรุ่นทั่วโลกที่ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดโรคเอดส์และป้องกันการตั้งครรภ์นั้น
อยู่ที่ร้อยละ 62
ซึ่งดีขึ้นกว่าในอดีตมาก
เพราะในอดีตนั้น
มักจะมีข่าวลือและความเชื่อผิดๆ
เกี่ยวกับถุงยางอนามัยมามาก
ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคเฉพาะชายชอบสนุกที่ใช้กับหญิงบริการทางเพศ
ไม่ควรจะนำมาใช้กับหญิงคนรักซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดีๆ
หรือการใช้ถุงยางอนามัยจะเหมือนการชกโดยใส่เสื้อเกราะไม่ได้สัมผัสรักอย่างเต็มที่
ซึ่งข่าวลือและความเชื่อผิดๆ
ดังกล่าว
ในปัจจุบันก็ทราบกันดีแล้วว่า
ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด
ความกลัวต่อการติดโรคเอดส์และการตั้งครรภ์นั้น
รวมๆ
กันแล้วคิดได้เป็นร้อยละ 70
ของความกลัวของหนุ่มสาวในการที่จะมีเพศสัมพันธ์กันทีเดียว
ความกลัวรองลงมา ก็คือ
กลัวว่าจะไม่สามารถทำให้คนรักประทับใจในการเป็นของกันและกันในครั้งแรก
ซึ่งเรื่องนี้ตัวเลขบ่งบอกว่า
วัยรุ่นชายไทยติดอยู่ในกลุ่มผู้นำเลยทีเดียว
ที่ต้องการให้สาวคนรักประทับใจในการมีบทอัศจรรย์กันในครั้งแรก
เลยอยากจะขอนำเรื่องราวที่ได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศึกษาอภิปรายกันในที่ประชุมนานาชาติ
เกี่ยวกับเพศศึกษาที่จัดที่ฮ่องกง
โดยด็อกเตอร์ เบเวอรีย์
วิม์เปิล
พูดถึงความเข้าใจผิดในการมีเพศสัมพันธ์ว่า
การที่คนสองคนจะมีอะไรกันนั้นในอดีตเป็นแบบที่เรียกว่า
'เพื่อการเจริญพันธุ์'
คือเมื่อเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ก็หมายถึงว่าในครั้งนั้นฝ่ายชายจะได้ล่วงล้ำเข้าไปในส่วนสงวนของฝ่ายหญิง
และเมื่อไปถึงดวงดาวแล้ว
ก็จะปล่อยน้ำรักออกมา
แต่ฝ่ายหญิงจะมีความสุขหรือไม่ก็คงจะบอกไม่ได้
นั่นเป็นวิธีการคิดถึงแบบโบราณ
ไม่ได้คิดถึงความสุขของการสัมผัสรักทางภาษากาย
ความดื่มด่ำในการปรุงรสรักด้วยกัน
เรียกว่าพอนึกถึงอาหารก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวหรือบะหมี่
ยกมาวางก็ซดโฮกหมดชาม
แล้วก็วางชามลง
สะบัดก้นหายไป
ความจริงแล้ว
การแสดงความรักด้วยภาษากายนั้น
สัมผัสแห่งรักจะต้องมีจังหวะจะโคน
เริ่มแรกต้องมีเพลงโหมโรงก่อน
แล้วค่อยแสดงบทบาท
เมื่อละครแห่งความรักจบแล้ว
ก็ต้องบอกลาผู้ชมด้วย
หรือแสดงความชื่นชมในผลงานของกันและกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศาสตร์ท่านเดียวกันนั้นยังกล่าวต่อไปว่า
การจะมีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์นั้น
ที่ถูกควรจะเป็นแบบที่เรียกว่า
'ให้ความสุขแก่กันและกัน..'
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ
ไม่สนใจหรอกเรื่องจะไปถึงดวงดาวหรือไม่
แต่มีความสุขจากการได้เป็นของกันและกัน
ได้ให้สัมผัสแห่งรักด้วยภาษากายซึ่งกันและกัน
ได้สัมผัสในจุดหรือซอกมุมที่ทำให้แต่ละฝ่ายเกิดความสุขและอิ่มเอิบใจจากกันและกัน
เหมือนการปรุงอาหารนั้น
กว่าจะออกมาเป็นอาหารในจานให้ชื่นชม
กระบวนการปรุงแต่งอาหารของพ่อครัวย่อมต้องกระทำไปด้วยความสุข
ในการปรุงแต่งรสรักก็เช่นกัน
ถ้าขาดการปรุงรสแล้ว
ย่อมจืดชืดไม่น่าพิศมัย
เพราะฉะนั้นจะรักจะใคร่แล้วให้ได้ทั้งความสุขและความปลอดภัย
รวมทั้งมีความรับผิดชอบในผลผลิตที่เกิดมาจากความรักใคร่นั้นเลย
น่าจะเป็นการดีที่สุด
ถึงมีสโลแกนว่า 'คืนชีวิตให้สัมผัสแห่งรัก'
เป็นสโลแกนของการใช้ถุงยางอนามัย
เพราะมาตรฐานของความปลอดภัยจากการมีความสัมพันธ์ทางเพศนั้น
ถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ถ้าจะปล่อยกายปล่อยใจให้มีความสัมพันธ์เต็มรูปแบบจนเป็นของกันและกันแล้ว
ถุงยางอนามัยนะครับ
นอกจากจะป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว
ยังป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนาอีกด้วย
เรียกว่า
ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวทีเดียว
เวลาคนเราจะมีสัมพันธ์สวาทกัน..ในขณะที่ยังไม่พร้อมจะอยู่กินกันเป็นเรื่องเป็นราวนั้น
สิ่งที่กลัวอยู่ก็คือ
การตั้งครรภ์ในขณะที่ยังไม่พร้อม
แต่เคยคิดไหมว่า
ยังมีมหันตภัยหรือศัตรูผู้มากับเซ็กซ์นั้น
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โดยเฉพาะโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา
เป็นแล้วตายลูกเดียว เช่น
โรคเอดส์
คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่า
'เป็นคนแรกของกันและกัน'
และเขาหรือเธอไม่ได้มีใครอื่นอยู่ด้วยในขณะเดียวกัน
และใครอื่นคนนั้นไม่ได้ติดโรคร้ายแรง
เช่น เอดส์อยู่ด้วย
ผลการสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับเพศ
พบว่า
วัยรุ่นไทยนอกใจคู่รักเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับวัยรุ่นจากประเทศอื่นๆ
โดยพบว่า
วัยรุ่นไทยนอกใจคนรักโดยมีคนอื่นอีกคนด้วยถึงร้อยละ
52
หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียว
ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของวัยรุ่นทั่วโลกที่จะนอกใจคนรัก
มีเพียงร้อยละ 34 เท่านั้น
เพราะฉะนั้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่า
เขาหรือเธอคนนั้น
ไม่นำโรคร้ายมาสู่คุณ
ถ้าไม่รู้จักการป้องกันตนเอง
ในทิศทางใหม่แล้ว 'เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย'
อาจจะต้องแทนที่ด้วยคำว่า
'ความรักที่ปลอดภัย'
ทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่แสวงหาความรัก
หาคนรักสักคนที่เข้าใจ
ดูแล ใส่ใจ
และเป็นเพื่อนคู่คิด
เป็นคู่ชีวิตที่จะครองคู่ไปตราบนานเท่านาน
แต่ในสังคมที่เปลี่ยนไป
ทุกคนมีอิสระเสรีมากขึ้น
มีอิสระที่จะคบหาเพื่อนต่างเพศมากขึ้น
โอกาสที่จะเกิดความรักและนำไปสู่ความต้องการที่จะเป็นของกันและกันมีมากขึ้น
ถ้าไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจแล้ว
ความรักนั้น
อาจจะกลายเป็นความรักที่ไม่ปลอดภัยก็ได้
ไม่นานมานี้
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งทำสกู๊ปข่าวออกมาว่า
ผู้ชายไทยในปัจจุบันเหลือน้อยลง
เพราะมีโอกาสตายมากขึ้น
และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายไทยเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรก็เพราะการไปติดโรคเอดส์มานั่นแหละ
แล้วจะไม่ลองหันมาป้องกันตนเองจากโรคร้ายที่มากับความรักใคร่กันเลยหรือ
ทั้งๆที่ทำได้ง่ายๆ
แค่ยับยั้งใจไว้ที่จะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศเต็มรูปแบบ
ก่อนที่จะตกลงปลงใจครองชีวิตคู่
และไปหาแพทย์เพื่อทำการก่อนสมรส
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีโรคร้ายแฝงอยู่
ที่จะไปถ่ายทอดให้กับคนรัก
เพียงเท่านี้
กามารมณ์ในเวลาที่พร้อมจะเป็นของกันและกัน
ก็จะเป็นสีสันของความรักที่มีความสุขและปลอดภัยแล้ว
ในขณะที่ยังไม่พร้อมจะเป็นของกันและกันเล่า
การหาความสุขจากสัมผัสภายนอกหรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มีความสุข
ไปถึงจุดมุ่งหมายก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง
ไม่เฉพาะวัยรุ่นวัยรักเท่านั้น
ใครๆ ก็ทำได้
ถ้ายังไม่พร้อมที่จะเป็นของกันและกันโดยปลอดภัย
สวรรค์นั้นอยู่ในใจ
จะเดินทางสายใดก็ไปถึงได้
ไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียอย่าง
ความสุขนั้นเรียบง่ายเสมอ
ถ้าไม่หวังตักตวงความสุขมากนัก
ความสุขก็จะมาหาเอง
ขอแต่เพียงให้เป็นความสุขสมที่จีรัง
และเป็นความรักที่ปลอดภัยเท่านั้น
คุณภาพชีวิต..คงจะดีขึ้น
|