|
การสื่อถึงความรักระหว่างสามีภรรยา
นอกเหนือจากคำพูดบวกต่อกัน
เพศสัมพันธ์
ก็ถือเป็นการสื่อสารทางกายที่ลึกซึ้งยิ่งนัก
หากเรื่องเซ็กซ์ไปกันได้ดี
แม้ขุ่นเคืองใจกันบ้างในยามกลางวัน
เพศสัมพันธ์ก็เปรียบเสมือนการงอนง้อคืนดีด้วยการสัมผัสทางกายอันอบอุ่น
บ่อยครั้งเหลือเกิน
ที่ความสัมพันธ์แห่งรักกลับเป็นบ่อเกิดของปัญหาในคู่สมรส
หากฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่มิอาจอิ่มเอมในรสรัก
กลายเป็นความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจ
นานไปก็เก็บกด
หาเรื่องจนเคืองแค้นถึงขั้นเลิกรากันไปก็มากมาย
ภรรยาบางคนพาสามีมาให้จิตแพทย์รักษาปัญหาเรื่องนกเขาไม่ขัน
หรือ
นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ
ผู้เป็นภรรยาถึงกับเอ่ยปากกับหมอว่า
" ถ้ารักษาไม่หาย
ก็ขอเลิกดีกว่า
อยู่ไปก็มีแต่ทุกข์ทรมาน"
อย่างน้อยก็น่าดีใจที่เธอรู้ดีว่า
ปัญหานี้ต้องมาพบหมอผู้เชี่ยวชาญทางจิต
แทนที่จะพาไปหาสัตว์แพทย์
ที่คลินิกให้การปรึกษาสุขภาพทางเพศที่ผู้เขียนทำงานอยู่
พบหลายกรณีที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายพาชายที่เป็นสามีมารับการบำบัดรักษาปัญหาเรื่องเพศ
เพราะเธอยังรักและอยากให้เขาเป็นสามีไปอีกนานๆ
ไม่อยากให้กลายเป็นอดีตสามีในอนาคต
แสดงว่า
เดี๋ยวนี้ผู้หญิงก็เริ่มเรียกร้องสิทธิ์ที่ตนพึงมีพึงได้
แทนที่จะมัวนอนหลับทับสิทธิ์
แล้วปล่อยสามีไปนอนทับคนอื่นแทน
แต่พื้นฐานวัฒนธรรมไทยทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดไม่กล้าคุย
ไม่กล้าเป็นฝ่ายเริ่มต้น
บ่อยครั้งที่ภรรยาต้องเก็บกดความต้องการ
และรอให้สามีเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน
แม้ว่าจะแต่งงานมาหลายปีแล้ว
ดังจะเห็นได้จากหลายๆ
คำถามที่ผมได้รับ
"
การที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายเสนอบอกความต้องการแก่สามีก่อน
จะมีผลดีและผลเสียอย่างไรบ้างคะ
บางคนกลัวว่าถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน
จะถูกผู้ชายมองว่าเซ็กซ์จัด"
จริงๆ แล้ว
ผู้ชายก็อยากรับรู้ถึงความปรารถนาในตัวภรรยาเช่นกัน
ต้องการหรือไม่ต้องการอะไรก็บอก
มัวแต่ขี้อาย
หรือเกรงใจกันในเรื่องไม่เข้าเรื่อง
มันไม่ใช่การเรียกร้องหรือร้องเรียนเรื่องใหญ่โตอะไร
เพียงแต่ถ้าคุณยังอายในการพูดตรงๆ
อาจใช้วิธีการที่แนบเนียนและแยบยล
ด้วยคำพูดที่สื่อเป็นนัยยะ
"
วันนี้อย่ากลับดึกนะ
เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้เธอต้องไปต่างจังหวัดหลายวัน"
พูดพร้อมส่งสายตาหยาดเยิ้มด้วย
เพราะผู้ชายหลายคนเป็นคนซื้อระดับโคตะระ
"
วันนี้เข้านอนเร็วหน่อยละกัน
ช่วงนี้ใกล้เมนส์จะมาแล้ว"
ผู้ชายควร
เก็ต
ได้ว่าเธอกำลังคุกรุ่นด้วยไฟปรารถนา
อันเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเมื่อใกล้มีประจำเดือน
ซึ่งเป็นภาวะปกติของผู้หญิง
บางคนขี้เล่น
มักสนทนาด้วยสไตล์หยอกล้อ
ชักชวนสามี "
ห่างไปซะตั้งหลายวัน
คืนนี้ฉลองวันเมนส์หมดกันหน่อยไหมเธอ"
บางครั้ง
การฉลอง
ก็ไม่ได้หมายถึงต้องมีการกินอะไรพิเศษๆ
เสมอไป
จะใช้คำพูดตรงๆ
หรือคำพูดทางอ้อม
ก็สุดแล้วแต่พื้นเพนิสัยใจคอของแต่ละคน
พิจารณาประกอบกับพื้นฐานการสื่อสารของทั้งคู่
แต่ก็อยากแนะนำว่าอย่าพูดอ้อมค้อมมากนัก
เพราะผู้ชายทั่วไปไม่ได้ฉลาดแบบผู้เขียนทุกคน
ถ้าคุณรู้สึกเอียงอาย
แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยวาจาที่จะบ่งบอกความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ก็อาจเลือกเส้นทาง
สื่อสารแบบภาษากาย ก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น
- แต่งชุดนอนบางๆ
ชนิดถอดง่ายไม่ต้องหลายชั้น
แต่อันนี้ต้องพิจารณาเรือนร่างของผู้ใส่ด้วย
ควรแน่ใจว่าจะส่งผลปลุกเร้าสามี
เพราะบางรายกลับได้ผลออกมาตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
ถ้าเป็นกรณีหลัง
ควรปิดไฟให้มืดสนิท
เพื่อให้สมองส่วนจินตนาการทำงานมากหน่อย
- ปิดผ้าม่านให้มิดชิด
จงใจให้เขาเห็นด้วยว่าเราปิดผ้าม่านอย่างมีจุดหมาย
ถ้าเขาสงสัยว่าปกติทุกคืนไม่เห็นต้องปิดม่าน
ทำไมวันนี้ต้องปิดด้วย
บอกเขาเลยว่า
"เธอก็น่าจะรู้ว่าเดี๋ยวห้องนี้จะเกิดอะไรขึ้น"
ถ้าสามีเข้าใจผิดคิดว่าคุณจะลงมือฆ่าเขา
ควรพิจารณาความสัมพันธ์ที่ผ่านมา
- เดินโฉบผ่านหน้าสามีบ่อยๆ
ถ้าเขายังนอนเตียงโดยสายตายังจ้องดูรายการทีวี
ไม่น่าสนใจเท่าไร
พยายามกระชากสายตาของเขาให้เหลียวมองสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า
ถ้าเดินผ่านรอบที่หนึ่งยังไม่ได้ผล
อย่าเพิ่งละความพยายาม
ถ้ารอบสองเขายังไม่เกิดอาการหวั่นไหว
ควรมีรอบสาม
ถ้าสามรอบแล้วยังไม่มีวี่แววใดๆ
จงปิดทีวี
แล้วดับไฟ
- นวด
บีบแขนขาให้เขาผ่อนคลาย
คนเรามักพอใจและผ่อนคลายเสมอ
เมื่อมีใครนวดให้
เราชอบให้มีคนมานวดเวลาที่เรานั่งพักหรือนอนเล่น
แต่เรามักขี้เกียจเวลาคู่สมรสอยากให้เรานวดเขา
ทำให้มีการกระจายรายได้ไปนอกบ้าน
ภรรยาอาจค่อยๆ
สัมผัสโดยการลูบไล้
ค่อยๆ กดเบาๆ
ตามกล้ามเนื้อ
จากการสัมผัสหนึ่งมือเพิ่มเป็นสองมือ
เปลี่ยนจากเบาเป็นหนักแน่นขึ้น
โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องนวดแผนโบราณใดๆ
สลับกับการลูบไล้ในส่วนที่ไวต่อการกระตุ้น
จูบบ้าง หยอกบ้าง
ไม่ต้องถึงกับหยิกข่วนหรือกัด
ยังไม่ใช่เวลานั้น
ค่อยๆ
ปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ด
จากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบนก็ได้
แล้วแต่ความถนัด
ซบแก้มบนหน้าอกเขา
สักพักฝ่ายสามีจะสิ้นแรงต้านทานใดๆ
หลังจากนั้นภรรยาจึงปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่พัวพันรอบแผ่นผิวกายตน
เป็นการบ่งบอกให้สามีรับรู้ว่าถึงเวลาที่คุณควรทำหน้าที่
นวดแผนซ้อนแผน ต่อไป
เสน่ห์ของสามีอยู่ที่การดูแล
เทกแคร์
และให้เกียรติผู้หญิงผู้เป็นภรรยา
ให้ความอบอุ่นและมั่นใจ
ส่วนเสน่ห์ของสตรีสมัยก่อนถือเรื่องความเป็นแม่บ้านแม่เรือน
ต้องปรุงรสอาหารอร่อย
เรียน เสน่ห์ปลายจวัก
เป็นมนต์รักเรียกผัว
เพราะยุคก่อน
ผู้ชายทำไร่ทำนากลับมากินข้าวบ้านไม่มีทางเลี่ยง
สังคมสมัยนี้เปลี่ยนไป
ผู้หญิงก็เรียนหนังสือสูงๆ
แล้ว มีงานมีการทำ
มีรายได้ไม่น้อยหน้าสามี
เรื่องทำกับข้าวกับปลา
ถ้าเข้าครัวไม่เป็นเลย
ก็มีทางออก
พาไปกินนอกบ้านกันก็ได้
ซื้ออาหารนอกบ้านมาอุ่นเตาอบไมโครเวฟในบ้านก็ได้
ผู้ชายไม่พูดบ่นหรอกครับ
เรื่องอาหารการกิน
เดี๋ยวนี้พึ่ง 'สามแม่ครัว'
พอได้
แต่ถ้าเรื่องกิจกรรมบนเตียง
ขอให้สามีพึ่งภรรยาคนเดียว
แม่ครัวคนอื่นห้ามยุ่ง!
|